เช็กสาเหตุคุณแม่ผอมช้า ลดน้ำหนักไม่ลงหลังคลอด

Sharing is caring!

คลอดลูกมาหลายเดือน ลดน้ำหนักเท่าไรก็ไม่ลง ลดอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็หนัก เป็นเพราะอะไรกันนะ

ช่วงเวลา 9 เดือนที่อุ้มท้องเจ้าตัวน้อย ทำให้คุณแม่น้ำหนักพุ่งปรี๊ดจนเอาไม่ลง ทั้งๆ ที่ หลังคลอดก็คุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว แต่เครื่องชั่งน้ำหนักเจ้ากรรมก็ยังแสดงเป็นตัวเลขเดิม เผลอกินเยอะหน่อย น้ำหนักก็พุ่งขึ้นเร็วเหลือเกิน จนคุณแม่หลายท่านเริ่มท้อใจ แต่จะปล่อยตัวให้อ้วนจนสุขภาพย่ำแย่ก็ไม่ดีเช่นกัน แล้วสาเหตุที่ทำให้ผอมช้า น้ำหนักไม่ลง เป็นเพราะอะไรกันนั้น วันนี้เราหาสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ผอมช้าและตัวช่วยที่จะทำให้หุ่นเช้งได้ไวขึ้นมาบอกกันแล้วค่ะ star-slot.net

สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

1. ทำใจไว้เลยว่าเป็นธรรมดาที่น้ำหนักจะขึ้นๆ ลงๆ:
ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ สามารถส่งผลต่อน้ำหนักได้ทั้งสิ้น เช่น การนอนดึกเป็นประจำ ความเครียดสะสม หรือช่วงเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน การที่น้ำหนักจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ที่ 1-2 กิโลกรัมนั้นถือเป็นเรื่องปกติ

2. แรกๆ น้ำหนักลงเร็วกว่านี้:
เป็นธรรมดาที่น้ำหนักจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน แต่พอร่างกายเริ่มเคยชินกับการทานอาหารของคุณแม่ หรือการออกกำลังกายแบบเดิมเป็นประจำ ก็จะทำให้ลดน้ำหนักลงยากขึ้น ยิ่งถ้าน้ำหนักเริ่มคงที่เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก็ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร รวมถึงรูปแบบการออกกำลังกายได้แล้ว

3. ไขมันแปรเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ
น้ำหนักไม่ลงแต่หุ่นเฟิร์มขึ้น เป็นผลจากการออกกำลังกาย เพราะลักษณะของไขมันจะคล้ายกับฟองน้ำที่เบา แต่กล้ามเนื้อเหมือนเชือกที่หนาแน่น ถ้าเทียบจากตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักจะเห็นว่า แทบไม่ลดลงเลย แต่แลกกันก็ได้ร่างกายที่แข็งแรงและสุขภาพดี จึงจำเป็นต้องเมินเรื่องตัวเลขไปบ้าง

4. รู้จักไกลโคเจน
คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะสะสมพลังงานในกล้ามเนื้อ โดยมาจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตหรือไกลโคเจน ซึ่งจะสะสมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อและรูปแบบการออกกำลังกาย เมื่อน้ำและไกลโคเจนรวมกันก็จะทำให้มีน้ำหนัก เพราะกล้ามเนื้อที่ดูฟูและโตขึ้น แม้น้ำหนักจะไม่ลด แต่ข้อดีคือ ถึงไม่ออกกำลังกายก็ยังสามารถควบคุมน้ำหนักได้และอ้วนยากขึ้น ส่วนหุ่นก็ยังฟิตและเฟิร์มขึ้นด้วยนะ

ลดน้ำหนักอย่างไรให้ได้ผลดี

1. ออกกำลังกายให้ถูกท่า
ท่าทางการออกกำลังกายที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายขึ้น ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น โดยไม่ต้องเคลื่อนไหวให้เร็วเกินไป แต่รักษาระดับความเร็วอย่างพอดีก็จะทำให้ได้ผลที่ดีกว่า การเน้นแค่ความเร็วของการออกกำลังกายจะทำให้เหนื่อยง่ายและไม่ต่อเนื่อง ถ้าอยากให้ออกกำลังกายอย่างได้ผล ลองปรึกษาเทรนเนอร์ในฟิตเนสเพื่อดูว่า การออกกำลังกายแบบไหนที่เหมาะสม และตรงตามใจที่คุณแม่ต้องการ

2. เลือกออกกำลังกายในแบบที่ชอบ
อย่าพยายามออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองไม่อิน แต่ให้เลือกการออกกำลังกายที่คุณแม่สามารถสนุกไปด้วยได้ เช่น ถ้าชอบการวิ่ง ก็หาเพลงจังหวะมันๆ มาใส่หูฟังแล้ววิ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้ดี หรือเลือกเข้าคลาสออกกำลังกายที่ตัวเองสนใจ หากชอบความหลากหลายขอแนะนำให้ใช้บริการฟิตเนส เพราะมีการสอนออกกำลังกายหลายแบบ เช่น ต่อยมวย โยคะฟลาย และเต้นซุมบ้า

3. ดื่มน้ำก่อนออกกำลังกาย
ขณะออกกำลังกาย น้ำจะช่วยให้เซลล์ทำงานได้เต็มที่ โดยค่อยๆ จิบน้ำสัก 0.5 ลิตร ก่อนที่จะออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง เพราะการดื่มน้ำที่เพียงพอจะช่วยไม่ให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป แถมอัตราการเต้นของหัวใจคนที่ดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะสูงกว่าคนที่ไม่ดื่มน้ำ ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญได้มากกว่า นอกจากนี้ ระหว่างการออกกำลังกายก็อย่าลืมจิบน้ำบ่อยๆ แต่ข้อห้ามคือ อย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ

4. สลับรูปแบบการออกกำลังกาย
อยากเบิร์นเยอะๆ ก็ต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แต่การออกกำลังกายรูปแบบเดิมทุกวัน นอกจากร่างกายจะเคยชินแล้ว ยังมีงานวิจัยออกมาว่า คนที่ออกกำลังกายสลับกันระหว่างคาร์ดิโอและการยกน้ำหนัก จะทำให้กินน้อยกว่า เพราะระดับฮอร์โมนสมดุล รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือดที่คงที่ ทำให้อิ่มได้นาน

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ ที่ร่างกายเคยชิน แล้วท้าทายด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ดูบ้าง ก็จะช่วยให้การลดน้ำหนักทำได้อย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานคุณแม่ก็จะหุ่นเช้งสมใจอย่างแน่นอน

Please follow and like us: